จาก 280 เหลือไม่ถึงร้อย — พะยูนอันดามันกำลังอดตาย
2 พฤษภาคม 2569
จำนวนพะยูนไทยร่วงจาก 280 เหลือไม่ถึง 100 ตัวใน 3 ปี หญ้าทะเลอันดามันหายไป 70% — นี่คือวิกฤตเงียบที่กำลังฆ่าสัตว์ทะเลหายากที่สุดของไทย
280 ตัว เหลือ 203 แล้วตอนนี้ไม่ถึงร้อย — ตัวเลขพะยูนในทะเลอันดามันร่วงลงเร็วจนนักชีววิทยาทางทะเลต้องปรับการประมาณค่าใหม่ทุกปี สาเหตุหลักไม่ใช่การลักลอบล่า ไม่ใช่ใบพัดเรือ แต่เป็นเรื่องง่ายกว่านั้นมาก — อาหารหายไป
ตัวเลขที่ร่วงลงไม่หยุด
การสำรวจทางอากาศระดับชาติปี 2560 นับพะยูนได้ 221 ตัวทั่วอันดามันและอ่าวไทย ราวปี 2565 จำนวนขยับขึ้นเป็นราว 280 ตัว — ดูเหมือนจะฟื้นตัว แต่หลังจากนั้นกราฟกลับทิศ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) สำรวจครั้งถัดมาพบเหลือ 203 ตัว แบ่งเป็นอันดามัน 187 และอ่าวไทยเพียง 16 ตัว ลดลง 27.5% ใน 3 ปี
มีนาคม 2568 เที่ยวบินสำรวจเหนือจังหวัดพังงาพบพะยูน 30 ตัวใน 2 จุด ต้นปี 2569 สื่อและเจ้าหน้าที่ ทช. เริ่มใช้คำว่า "เหลือไม่ถึงร้อย" เมื่อพูดถึงประชากรฝั่งอันดามัน
- 2560: สำรวจได้ 221 ตัว (อันดามัน+อ่าวไทย)
- ~2565: ประมาณ 280 ตัว
- สำรวจล่าสุด: 203 ตัว (187 อันดามัน, 16 อ่าวไทย)
- 2569: คาดว่าเหลือไม่ถึง 100 ตัวในอันดามัน
พะยูนอยู่ในบัญชี "มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์" (Vulnerable) ของ IUCN Red List ประชากรไทยแม้จะน้อย แต่เป็นฝูงสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หญ้าทะเลหายไป — เหลือแค่ 1%
หญ้าทะเลไม่ได้ตายแบบปะการังฟอกขาวที่เห็นชัดในวันเดียว มันค่อยๆ บางลง ใบสั้นลง ช่องว่างกว้างขึ้น จนทุ่งหญ้าสีเขียวกลายเป็นพื้นทรายเปล่าแทรกตอไม้ดำ ระหว่างปี 2563–2567 พื้นที่หญ้าทะเลตามจุดสำรวจฝั่งอันดามันหดตัวลงถึง 70%
ตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดมาจากอ่าวน้ำเมา จังหวัดกระบี่ ต้นทศวรรษ 2560 พื้นที่ปกคลุมอยู่ราว 60% พอถึงปี 2567 เหลือ 1% นักวิจัยภาคสนามรายงานว่าสภาพใต้น้ำเหมือนทุ่งที่ถูกเผามากกว่าแหล่งอาศัยทางทะเล
สาเหตุซ้อนทับกัน — การขุดลอกปากแม่น้ำเพิ่มตะกอน น้ำทิ้งจากเกษตรกรรมกระตุ้นสาหร่ายบลูมบังแสง น้ำลงต่ำผิดปกติทำให้หญ้าโผล่พ้นน้ำตากแดดตาย แม้แต่พะยูนเองที่กินหญ้าที่เหลือก็เร่งให้แหล่งอาหารหมดเร็วขึ้น เป็นวงจรที่แก้ยาก
หญ้าทะเลไม่ได้เป็นแค่อาหารพะยูน แต่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำเศรษฐกิจ เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอน (Blue Carbon) ที่ดูดซับ CO₂ ได้เทียบเท่าป่าบก ทั่วอินโด-แปซิฟิก ระบบนิเวศหญ้าทะเลหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนราว 1 พันล้านคนผ่านการประมงชายฝั่ง
ปีละ 42 ซาก — ท้องว่างบอกทุกอย่าง
ระหว่างปี 2562–2565 ไทยสูญเสียพะยูนราว 20 ตัวต่อปี ปี 2566 ตัวเลขพุ่งเป็นสองเท่า ทช. บันทึกเฉลี่ย 42 ตัวต่อปีในช่วง 2566–2567 หรือ 3.75 ตัวต่อเดือน สูงกว่าค่าเดิม 2–3 เท่า ถึงวันที่ 9 เมษายน 2568 มีซากพะยูนเกยตื้นแล้ว 12 ตัว
ผลชันสูตรชี้ชัด — กว่า 40% ของพะยูนที่ตายในปี 2567 อดอาหารตาย ซากผอมโกรก ท้องว่างเปล่าหรือมีแต่ตะกอน จุดเกยตื้นกระจุกอยู่ที่จังหวัดตรัง โดยเฉพาะรอบเกาะมุกและเกาะลิบง
- 2562–2565: ตายราว 20 ตัว/ปี
- 2566–2567: ตายเฉลี่ย 42 ตัว/ปี (เพิ่ม 2–3 เท่า)
- ณ 9 เม.ย. 2568: ตายแล้ว 12 ตัว
- สาเหตุหลัก 2567: อดอาหาร — กว่า 40% ของผลชันสูตร
ไม่ใช่ทุกตัวที่อดตาย บางตัวติดอวน บางตัวโดนใบพัดเรือ แต่การที่ "ความหิว" กลายเป็นสาเหตุหลักของการตาย หมายความว่าปัญหาเปลี่ยนจากความรุนแรงที่จับคนผิดได้ เป็นการล่มสลายของถิ่นอาศัยที่ต้องแก้คนละแบบ
เกาะลิบง — ทุ่งหญ้าสุดท้าย
พะยูนไทยกว่าครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่รอบเกาะลิบง จังหวัดตรัง เกาะเตี้ยขอบป่าชายเลนที่หมู่บ้านชาวประมงอยู่ห่างจากแหล่งหญ้าทะเลสำคัญที่สุดของประเทศแค่ไม่กี่ร้อยเมตร งานวิจัยปี 2569 ใน Marine Mammal Science แสดงให้เห็นว่าพะยูนที่ลิบงสลับกินหญ้า Halophila กับ Halodule ตามจังหวะน้ำขึ้นน้ำลง วนกลับมาเส้นทางเดิมทุกฤดู
งานวิจัยชิ้นนี้ย้ำว่าพะยูนไม่ได้เร่ร่อน มันผูกติดกับเส้นทางกินอาหารเฉพาะ ถ้าเส้นทางนั้นเสื่อมโทรมลง มันไม่ค่อยย้ายไปที่อื่นได้ ต่างจากกระเบนราหูที่เดินทางไปมาระหว่างสถานีทำความสะอาดทั่วหมู่เกาะสิมิลัน พะยูนติดอยู่กับพื้น — กับดินตะกอนชั้นบนสุดไม่กี่เซนติเมตรที่อาหารของมันเติบโต
เกาะลิบงยังเป็นจุดที่ ทช. เฝ้าระวังเข้มข้นที่สุด ทั้งโดรน สัญญาณ GPS ติดตามตัว และเครือข่ายชาวประมงท้องถิ่นรายงานการพบเห็น เดือนพฤศจิกายน 2567 ทช. ร่างแผนฉุกเฉิน 4 ส่วน: นับจำนวนที่เหลือ ติดตามเส้นทางอพยพใหม่ ฟื้นฟูหญ้าทะเล และ — ในมาตรการที่บอกว่าสถานการณ์วิกฤตแค่ไหน — พิจารณาสร้างจุดให้อาหารชั่วคราวสำหรับพะยูนที่กำลังอดตาย
โดรน LMMA และแผนฟื้นฟู 1,000 ไร่
กันพะยูนจากอวนได้ แต่ถ้าไม่มีอะไรให้กินก็ไร้ความหมาย สมการนี้กำลังเปลี่ยนยุทธศาสตร์อนุรักษ์ฝั่งอันดามันจากเน้นบังคับใช้กฎหมายไปสู่เน้นฟื้นฟูถิ่นอาศัย
แผนใหญ่ที่สุดเล็งไปที่หญ้าทะเลโดยตรง ทช. กำหนดพื้นที่ฟื้นฟูกว่า 1,000 ไร่ (160 เฮกตาร์) รวมถึงโครงการปลูกหญ้าทะเลในบ่อกุ้งร้างตามชายฝั่งตรัง แต่งานนี้ไม่เร็ว — หญ้าทะเลย้ายปลูกต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะตั้งตัว และความสำเร็จขึ้นกับคุณภาพน้ำที่ต้องแก้ตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งเกษตรกรรมและการใช้ที่ดิน
อีกแนวทางคือขยายพื้นที่อนุรักษ์ทางทะเลที่ชุมชนจัดการเอง (LMMA) รายงานจาก IUCN เดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยกภาคใต้ของไทยเป็นต้นแบบระดับภูมิภาค ชุมชน LMMA ในตรังลดการประมงผิดกฎหมายบนแหล่งหญ้าทะเลได้โดยไม่กระทบวิถีชีวิตชาวบ้าน
เทคโนโลยีก็เข้ามาช่วย Connected Conservation Foundation ร่วมกับ Airbus Foundation ใช้ภาพดาวเทียมความละเอียดสูงและโดรนทำแผนที่สุขภาพหญ้าทะเลฝั่งอันดามัน เป้าหมายคือระบบเฝ้าระวังแบบเรียลไทม์ที่แจ้งเตือนก่อนทุ่งหญ้าจะตายเกินแก้ โครงการ BOBLME II (2566–2571) จาก GEF สนับสนุนงานนี้ใน 7 ประเทศรอบอ่าวเบงกอล
หลังมาเรียม — สิ่งที่คนลืม
เมษายน 2562 ลูกพะยูนเกยตื้นที่กระบี่ ได้ชื่อว่า "มาเรียม" กลายเป็นข่าวดังทั่วประเทศ — มีนักชีววิทยาทางทะเลดูแลป้อนนม คนดูกล้องสดหลายล้านคน ต่อมา "จามิล" ลูกพะยูนอีกตัวมาสมทบ ทั้งคู่ตายในเดือนสิงหาคม 2562 ท้องเต็มไปด้วยเศษพลาสติก กระแสสังคมดังมาก ไทยออกมาตรการห้ามถุงพลาสติกใช้ครั้งเดียวภายในไม่กี่เดือน
ผ่านมา 7 ปี วิกฤตพะยูนหนักขึ้น แต่กล้องย้ายไปที่อื่นแล้ว เดือนเมษายน 2569 พบซากพะยูนลอยน้ำใกล้เกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา หัวถูกตัดขาดและหางผูกกับก้อนหิน ผลชันสูตรระบุว่าตายจากโรค ไม่ใช่ถูกทำร้าย แต่ภาพนั้นทำให้นักชีววิทยาตกใจ — ประชากรน้อยจนการตายแม้แต่ตัวเดียวก็กระทบสายพันธุ์ทั้งหมด
ภัยคุกคามจากเครื่องมือประมงที่กระทบเต่าทะเลยังคุกคามพะยูนเช่นกัน แต่ต่างจากเต่าที่ขึ้นวางไข่บนหาดให้คนเห็น พะยูนใช้ชีวิตใต้น้ำทั้งหมด ในน้ำตื้นขุ่นชายฝั่งที่มองไม่เห็นจากภายนอก มีแต่ชาวประมงและนักดำน้ำที่อยู่ร่วมแหล่งเดียวกันเท่านั้นที่รู้ว่ามันยังอยู่
สิ่งที่นักดำน้ำเห็นแต่ดาวเทียมไม่เห็น
ดาวเทียมวาดขอบเขตทุ่งหญ้า โดรนนับจุดสีเทาจากอากาศ แต่ไม่มีเครื่องมือไหนจับสิ่งที่นักดำน้ำสังเกตได้ในระดับน้ำ — สภาพใบหญ้าทะเลแต่ละใบ สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่บอกสุขภาพระบบนิเวศ ร่องที่พะยูนกินหญ้าเมื่อคืน หรือร่องที่ควรมีแต่ไม่มี
ข้อมูลจากนักดำน้ำและนักดำผิวน้ำกลายเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญมากขึ้นสำหรับ ทช. ร้านดำน้ำที่พาเดย์ทริปจากตรังและเกาะลันตาขอให้ลูกค้ารายงานการพบเห็นพะยูนพร้อมพิกัด GPS พะยูนขี้อาย ทัศนวิสัยในแหล่งที่มันอยู่ไม่ค่อยเกิน 5 เมตร ไม่มีทริปไหนรับประกันว่าจะเจอ — แต่ทุกจุดข้อมูลช่วยให้นักชีววิทยาติดตามว่าพะยูนที่เหลืออยู่กินอาหารที่ไหน
สำหรับชาวดำน้ำ วิกฤตพะยูนเตือนว่าการอนุรักษ์ทะเลไม่ได้จำกัดอยู่แค่แนวปะการังและฉากใต้น้ำตระการตาที่เต็ม logbook ระบบนิเวศสำคัญที่สุดบางแห่งอยู่ในน้ำลึกแค่อก หน้าตาเหมือนสนามหญ้าใต้น้ำ หล่อเลี้ยงสัตว์ที่นักดำน้ำส่วนใหญ่ไม่เคยเห็น ทุ่งหญ้าทะเลอันดามันไม่อยู่ในบัคเก็ตลิสต์ของใคร — แต่การอยู่รอดของมันอาจตัดสินว่าพะยูนตัวสุดท้ายของไทยจะมีอนาคตหรือไม่




























