ซากเรือ King Cruiser — จุดดำน้ำซากเรือที่ดีที่สุดใกล้ภูเก็ต
14 เมษายน 2569
ซากเรือเฟอร์รี่ King Cruiser ยาว 85 เมตร จมลงเมื่อปี 1997 ใกล้แนวปะการัง Anemone Reef ปัจจุบันกลายเป็นจุดดำน้ำซากเรือที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของไทย อุดมไปด้วยสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ เหมาะสำหรับนักดำน้ำ AOW ขึ้นไป
เรือเฟอร์รี่ที่ชนแนวปะการังแล้วไม่เคยลอยขึ้นมาอีก
เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 1997 เรือเฟอร์รี่ King Cruiser ซึ่งวิ่งรับส่งผู้โดยสารระหว่างภูเก็ตกับเกาะพีพี ได้ชนเข้ากับ Anemone Reef แนวปะการังใต้น้ำที่อยู่ห่างจากฝั่งตะวันออกของภูเก็ตราว 30 กิโลเมตร ตัวเรือยาว 85 เมตรเกิดรอยฉีกขาดขนาดใหญ่ที่ท้องเรือ น้ำทะเลทะลักเข้ามาอย่างรวดเร็วจนไม่สามารถสูบออกทัน ผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาอย่างปลอดภัยโดยเรือที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง แต่ตัวเรือจมลงสู่พื้นทรายที่ความลึก 33 เมตรภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง นับแต่นั้นมา ซากเรือแห่งนี้ก็กลายเป็นแนวปะการังเทียมขนาดมหึมาที่ดึงดูดทั้งสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลและนักดำน้ำจากทั่วโลก
ทำไมซากเรือลำนี้ถึงคุ้มค่าแก่การดำน้ำ
King Cruiser เป็นซากเรือที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของประเทศไทย ด้วยความยาว 85 เมตรและความกว้างลำเรือ 25 เมตร ขนาดอันมหึมานี้ทำให้ซากเรือกลายเป็นโครงสร้างใต้น้ำที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ตัวเรือทำหน้าที่เหมือนแม่เหล็กดึงดูดปลาให้มาอยู่อาศัย ปะการังอ่อนปกคลุมโครงสร้างเหล็กทุกส่วน สร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ขึ้นมาบนซากเรือทั้งลำ การที่ตั้งอยู่ในเส้นทางกระแสน้ำหลักของทะเลอันดามันยิ่งทำให้ที่นี่มีสิ่งมีชีวิตหลากหลายกว่าซากเรือทั่วไป กระแสน้ำพัดพาแพลงก์ตอนและอาหารมาหล่อเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง นักดำน้ำทุกระดับตั้งแต่ AOW ขึ้นไปสามารถสำรวจภายนอกตัวเรือได้ ในขณะที่ผู้มีประสบการณ์สามารถเจาะเข้าไปสำรวจภายในได้อย่างตื่นเต้น
สภาพของซากเรือในปัจจุบัน
หลังจากจมอยู่ใต้น้ำมากว่า 29 ปี โครงสร้างของ King Cruiser มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ห้องควบคุมเรือ (wheelhouse) ได้พังทลายลงแล้ว ส่วนที่ตื้นที่สุดของซากเรือตอนนี้อยู่ที่ความลึกประมาณ 18 เมตร ดาดฟ้าชั้นบนหลายส่วนยุบตัวลงมาซ้อนกัน สร้างช่องทางและโพรงที่น่าสำรวจมากมาย ส่วนท้ายเรือยังคงสภาพค่อนข้างดีและเป็นจุดที่ดีที่สุดสำหรับการว่ายลอดผ่าน (swim-through) มีช่องเปิดขนาดใหญ่พอที่จะว่ายผ่านได้อย่างสะดวก หัวเรือเสื่อมสภาพมากที่สุด แต่ก็ถูกปกคลุมด้วยปะการังอ่อนสีสันสดใส ทำให้ดูสวยงามในอีกแบบหนึ่ง โครงเหล็กที่ผุกร่อนกลายเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตนานาชนิด ทุกซอกทุกมุมของซากเรือเต็มไปด้วยชีวิต การดำน้ำแต่ละครั้งจะเห็นรายละเอียดใหม่ ๆ เสมอ
สิ่งมีชีวิตบนซากเรือและบริเวณโดยรอบ
ซากเรือ King Cruiser เป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตใต้น้ำหลากหลายชนิด ปลาสิงโต (lionfish) มักพบเกาะตามโครงเหล็กในท่าอันสง่างาม กางครีบสวยงามรอเหยื่อเข้ามาใกล้ ฝูงปลาบาราคูด้า (barracuda) ว่ายวนเป็นวงรอบตัวเรือสร้างภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ ปลาเก๋า (grouper) ตัวใหญ่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกหลืบ บางตัวมีขนาดเกินครึ่งเมตร ปลาแมงป่อง (scorpionfish) พรางตัวแนบไปกับโครงสร้างจนแทบมองไม่เห็น ต้องสังเกตให้ดี ฝูงปลาสีกุน (trevally) และปลาแจ็ค (jack) แหวกว่ายผ่านมาเป็นระยะ ปลาแก้ว (glassfish) รวมตัวกันเป็นกลุ่มมหาศาลตามช่องเปิดของตัวเรือ สะท้อนแสงวิบวับราวกับม่านเงิน ปลาไหลมอเรย์ (moray eel) โผล่หัวออกมาจากรูตามซอก และยังมีทากเปลือย (nudibranch) หลากสีสันให้ถ่ายรูปมาโครอีกด้วย
ฤดูกาลและสภาพที่เหมาะสมที่สุด
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการดำน้ำที่ King Cruiser คือเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน ซึ่งเป็นฤดูแล้งของทะเลอันดามัน ทัศนวิสัยใต้น้ำอยู่ที่ 10-20 เมตร อุณหภูมิน้ำอยู่ที่ 28-29 องศาเซลเซียส สวมชุดดำน้ำบางหรือไม่สวมก็ได้ ระดับความลึกของซากเรืออยู่ระหว่าง 18-33 เมตร เวลาอยู่ใต้น้ำโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 30-40 นาทีด้วยอากาศปกติ หรือถ้าใช้ไนตรอกซ์ (nitrox) ก็สามารถยืดเวลาได้ถึง 50 นาที กระแสน้ำบางครั้งอาจแรงพอสมควร โดยเฉพาะช่วงน้ำขึ้นน้ำลง ดังนั้นควรฟังบรีฟจากไดฟ์มาสเตอร์อย่างละเอียดก่อนลงน้ำทุกครั้ง
วิธีการเดินทางไปดำน้ำ
ซากเรือ King Cruiser ตั้งอยู่ห่างจากอ่าวฉลองไปทางตะวันออกประมาณ 30 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยเรือ 60-90 นาที ทริปดำน้ำไปซากเรือมีราคาตั้งแต่ 3,500-5,500 บาท ขึ้นอยู่กับร้านดำน้ำและรูปแบบของทริป โดยส่วนใหญ่ทริปจะรวมการดำน้ำที่ Shark Point หรือ Anemone Reef ไว้ด้วย ทำให้ได้ดำ 2-3 ไดฟ์ในวันเดียว คุ้มค่ากับการเดินทาง ร้านดำน้ำทั้งในภูเก็ต กระบี่ และเกาะพีพี ล้วนเปิดทริปไปจุดนี้เป็นประจำ แนะนำให้จองล่วงหน้าในช่วงไฮซีซั่นเพราะที่นั่งบนเรือเต็มเร็ว
สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนดำน้ำที่ซากเรือนี้
การดำน้ำที่ King Cruiser ต้องมีใบรับรอง AOW (Advanced Open Water) เป็นอย่างต่ำ หากต้องการเจาะเข้าไปในตัวเรือจำเป็นต้องผ่านการฝึกอบรม wreck penetration มาก่อน อย่าเข้าไปโดยไม่มีประสบการณ์เพราะโครงสร้างเก่าอาจไม่มั่นคง ควรพกไฟฉายดำน้ำติดตัวไปด้วยเพราะภายในซากเรือค่อนข้างมืด การใช้ไนตรอกซ์จะช่วยเพิ่มเวลาอยู่ใต้น้ำได้มากโดยเฉพาะที่ความลึกนี้ และอย่าลืมพก SMB (Surface Marker Buoy) ติดตัวเสมอเพราะกระแสน้ำอาจพัดออกจากเรือได้ นอกจากนี้ควรมีประสบการณ์ดำน้ำลึกมาก่อนเนื่องจากพื้นทรายอยู่ที่ 33 เมตร
ซากเรือที่ยิ่งเก่ายิ่งสวย
ผ่านมากว่า 29 ปี ปะการังอ่อนและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ได้เติบโตปกคลุมซากเรือ King Cruiser จนแทบไม่เห็นเหล็กเดิม การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ซากเรือสวยงามขึ้นทุกปี สีสันของปะการังอ่อนในเฉดม่วง ชมพู เหลือง และส้ม ทำให้การดำน้ำทุกครั้งเหมือนเข้าไปในสวนใต้น้ำ ธรรมชาติกำลังเปลี่ยนซากเหล็กให้เป็นงานศิลปะใต้ท้องทะเล ไม่ว่าจะเคยดำที่นี่มาแล้วกี่ครั้ง ทุกครั้งก็จะเจอสิ่งใหม่เสมอ หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับจุดดำน้ำใกล้ภูเก็ตและทั่วประเทศไทย เยี่ยมชมได้ที่ siamdive.com
























